........

posted on 29 Nov 2009 19:19 by venus-jaejung

ความเป็นมา

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประกาศให้เป็น พื้นที่หลวง เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๔๖๗ และห้ามมิให้ทำอันตรายสัตว์ในพื้นที่จึงทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ป่า ขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะเนื้อทรายที่มีจำนวนมากจึงเรียกพื้นที่แห่งนี้ว่า “ห้วยทราย”

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต ทำให้ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดมาประทับแรม อีกทั้งมีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น ราษฎรเข้ามาบุกรุกพื้นที่แผ้วถางป่าเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยเฉพาะการทำ ไร่สับปะรด มีการใช้สารเคมีกันมากขึ้น โดยขาดการบำรุงรักษาดิน ทำให้สภาพดินเสื่อมโทรม ดินกลายเป็นดินทรายขาดความอุดมสมบูรณ์ เกิดความแห้งแล้งฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อฝนตกหนักทำให้ดินมีการชะล้างพังทลายและถูกกัดเซาะเป็นร่องลึก ทำให้ราษฎรในพื้นที่เกิดปัญหาและความเดือดร้อนในการทำการเกษตร

จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในเขตพื้นที่ดัง กล่าว และได้ทอดพระเนตรสภาพปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาพื้นที่ส่วนหนึ่งในเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาขึ้น และทรงพระราชทานนามว่า “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ”

พระราชดำริ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎร ทรงเข้าพระราชหฤทัยถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ทรงมีรับสั่งว่า หากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด จากสภาพปัญหาดินเป็นดินทราย พื้นที่มีความลาดเท ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ จำเป็นต้องมีมาตรการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรดิน

เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริแก่บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ทำการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ อันหมายถึงพื้นที่ในเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับคืนโดยเร็ว โดยเฉพาะการปลูกป่า รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่และสนับสนุนกิจกรรมการพัฒนาการเกษตร โดยจัดราษฎรให้เข้ามีส่วนร่วมในบางกิจกรรม และพัฒนาองค์กรของประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้เพื่อการพัฒนาชุมชนของตนต่อ ไป โดยให้จัดตั้งในลักษณะของศูนย์ศึกษาการพัฒนา และที่ได้มีพระราชวินิจฉัยคัดเลือกพื้นที่นี้เนื่องด้วยเป็นพื้นที่หลวงที่ อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จึงได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรมในภาคตะวันตก โดยได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๒๖ เป็นต้นมา

วัตถุประสงค์

จากพระราชดำริ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๖ ได้มีพระราชดำรัสให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ขึ้นนั้นทรงมีวัตถุประสงค์เพื่อ “ ให้เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาป่าไม้เอนกประสงค์ มุ่งหมายศึกษารูปแบบ การพัฒนาเกษตรกรรมควบคู่ไปกับการปลูกป่า เพื่อฟื้นฟูสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อใช้ในการเกษตรและปลูกป่า จัดสรรที่ทำกินให้กับราษฎร ที่ได้เข้ามาบุกรุกทำกินอยู่แต่เดิมให้ได้เข้าอยู่อาศัยและให้ความรู้กับ ราษฎร ให้ทำการเกษตรอย่างถูกวิธี รวมทั้งให้มีส่วนร่วมในการปลูกป่า ดูแลรักษาป่า ตลอดจนให้ได้รับประโยชน์จากผลผลิตของป่า เพื่อที่ราษฎรจะได้ไม่บุกรุกทำลายป่าอีกต่อไป ”

๑. เพื่อเป็นการฟื้นฟู ปรับปรุง และรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดความชุ่มชื้นในพื้นที่โครงการ และบริเวณใกล้เคียง

๒. เพื่อศึกษาแนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรดินที่เสื่อมโทรม เพื่อเพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจ

๓. เพื่อเป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำด้วยวิธีการและรูปแบบต่างๆ

๔. เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรในการศึกษา ทดลอง วิจัย ฝึกอบรม ให้แก่ประชาชนทั่วไป

๕. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ และส่งเสริมด้านการตลาดให้แก่ราษฎรใน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ และพื้นที่ใกล้เคียง

๖. เพื่อเผยแพร่วิธีการใช้ประโยชน์หญ้าแฝกในรูปแบบต่างๆ

พื้นที่ดำเนินการ

ศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยทรายฯ ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายสำคัญในการศึกษาและพัฒนา และศูนย์สาขา ดังนี้

๑. พื้นที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตามประกาศพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จำนวน ๒๒,๖๐๐ ไร่

๒. พื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำของระบบนิเวศ ได้แก่ พื้นที่บริเวณเขาสามพระยา พื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยตะแปด และบริเวณเขาหุบสบู่-หนองก้าง จำนวน ๑๙,๗๐๐ ไร่

๓. พื้นที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จำนวน ๓๔๐ ไร่

๔. หมู่บ้านเป้าหมายในการศึกษา พัฒนา ขยายผลและถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเป็นหมู่บ้านภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จำนวน ๒ หมู่บ้าน และเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณรอบศูนย์ฯ จำนวน ๑๖ หมู่บ้าน

๕. ศูนย์สาขา โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม จังหวัดราชบุรี

หน่วยงานรับผิดชอบ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ มีหน่วยงานรัฐและเอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการสนองพระราชดำริ ดังนี้ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ทำหน้าที่ในการประสานงาน อำนวยการ และสนับสนุน ให้กับหน่วยงานอื่นๆ ที่ร่วมดำเนินงาน ๒๕ หน่วยงาน ดังนี้

๑. สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต ๑๐ จังหวัดราชบุรี

๒. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

๓. สำนักบริหารพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่

๓ สาขาเพชรบุรี

๔. สำนักงานส่งเสริมการเกษตรจังหวัดเพชรบุรี

๕. สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี

๖. สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี

๗. ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบุรี

๘. สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี

๙. สำนักงานสาธารณสุขอำเภอชะอำ

๑๐. สถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ

๑๑. ศูนย์วิจัยพืชสวนเพชรบุรี

๑๒. ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ ๘

๑๓. สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เพชรบุรี

๑๔. ศูนย์ทดลองวิชาการพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานจังหวัดราชบุรี

๑๕. สำนักงานจังหวัดเพชรบุรี

๑๖. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (งานวิจัยและขยายพันธุ์กบ)

๑๗. สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอชะอำ

๑๘. โครงการชลประทานเพชรบุรี

๑๙. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี เขต ๒

๒๐. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี

๒๑. มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท

๒๒. ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเพชรบุรี (ศูนย์จักรกลการเกษตร)

๒๓. มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี

๒๔. สำนักงานการท่องเที่ยวภาคกลาง เขต ๒

๒๕. องค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง ๔ ตำบลรอบศูนย์ฯ

การดำเนินงาน

แนวทางการดำเนินงาน

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ มีแนวทางในการดำเนินงานในการพัฒนาพื้นที่ใน ๓ ขอบเขตใหญ่ๆ ดังนี้

๑. การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

๒. การพัฒนาแหล่งน้ำ

๓. การพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร

กิจกรรมในการดำเนินงาน

ในการดำเนินงานให้เป็นไปตามแนวทางการดำเนินงานที่กำหนดไว้นั้น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ มีกิจกรรมในการดำเนินการต่างๆ ดังนี้

๑. การฟื้นฟูสภาพดิน เนื่องจากดินในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนา ห้วยทรายฯ มีสภาพเป็นดินทรายขาดธาตุอาหาร ดินแข็งเป็นดาน พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ดังนั้นการฟื้นฟูสภาพดินจึงได้ใช้วิธีการ ๔ วิธี ดังนี้

     ๑.๑ การฟื้นฟูสภาพดินโดยใช้ปุ๋ยชนิดต่างๆ โดยการใช้ปุ๋ยพืช สด การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ หรือสารสกัดจากเศษวัสดุเหลือใช้ ตลอดจนพืชผักและผลไม้ชนิดต่างๆ นำมาใช้ในการปรับปรุงดิน จากผลการดำเนินงานสามารถปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพดินให้มีคุณภาพได้ และมีความเหมาะสมกับพื้นที่ที่เป็นดินทรายที่ใช้ในการประกอบอาชีพทางการ เกษตร

     ๑.๒ การใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก เนื่องจากสภาพพื้นที่ของศูนย์ ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ มีความลาดเอียงจากตะวันตกไปตะวันออกซึ่งติดกับทะเล เมื่อเวลาฝนตกทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดินและน้ำไหลลงสู่ทะเลอย่าง รวดเร็ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้ทำการปลูกหญ้าแฝก เพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ โดยร่วมมือกับกรมป่าไม้และกรมพัฒนาที่ดิน

     ได้ดำเนินการปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ลาดชัน โดยปลูกขวางแนวระดับให้กอชิดติดกัน เพื่อช่วยลดความเร็วของกระแสน้ำ ดักและเก็บตะกอนที่เกิดจากการชะล้างของหน้าดิน ในพื้นที่ราบใช้หญ้าแฝกช่วยในการรักษาความชุ่มชื้นและปรับปรุงโครงสร้างของ ดิน ส่วนในพื้นที่ป่าใช้เป็นแนวกันไฟป่า ในบริเวณแหล่งน้ำรากของหญ้าแฝกยังเป็นกำแพงป้องกันดินตามธรรมชาติช่วยเกาะ ยึดดินไว้และยังช่วยดูดซับสารเคมีอีกด้วย

     ๑.๓ การฟื้นฟูสภาพในดินที่แข็งเป็นดาน งานศึกษาพัฒนาป่าไม้ได้ทำการขุดเจาะให้เป็นหลุมหรือบ่อ ในระยะแรกได้นำดินที่มีธาตุอาหารพืชมาใส่ แล้วนำหญ้าแฝกมาปลูกให้น้ำเพื่อสร้างความชุ่มชื้น รากของหญ้าแฝกมีความแข็งแรงสามารถทนต่อสภาพอากาศแห้งแล้งได้ดีและยังสามารถ ชอนไชในแนวดิ่ง จึงช่วยปรับปรุงให้โครงสร้างของดินที่แข็งเป็นดินดานเกิดการแตกตัว รากของหญ้าแฝกที่ตายทำให้เกิดช่องว่าง น้ำและอากาศสามารถหมุนเวียนลงสู่ใต้ดินได้ ทำให้เกิดความชุ่มชื้นเกิดขบวนการย่อยสลาย สามารถนำพันธุ์ไม้ที่ทนต่อสภาพความแห้งแล้ง เช่น ไม้ดั้งเดิมที่เคยมีในพื้นที่มาปลูกเสริม ระบบรากของพืชที่นำมาปลูกก็จะสามารถตามรากของหญ้าแฝกลงไปได้ ส่วนใบของหญ้าแฝกที่แก่ก็สามารถตัดและนำมาคลุมผิวดินตามโคนต้นไม้หรือหน้า ดิน ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำ เกิดกระบวนการย่อยสลายได้เร็ว เป็นการหมุนเวียนธาตุอาหารของพืชได้ต่อไป

     ๑.๔ การฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมโดยใช้ไม้ยูคาลิปตัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริตอนหนึ่งว่า “สำหรับต้นยูคาลิปตัสถ้าดินพอปลูกไม้ชนิดอื่นได้ ก็ไม่ควรปลูกยูคาลิปตัส ถ้าดินเลวมากก็ปลูกยูคาลิปตัสได้” (๓ มิถุนายน ๒๕๒๙)

     วิธีการนี้เปรียบเสมือน การใช้อธรรมปราบอธรรม เนื่องจากไม้ยูคาลิปตัสเป็นพืชที่ทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี ระบบรากมีความแข็งแรงและสามารถหาอาหารได้ เมื่อนำมาปลูกในสภาพดินที่เป็นทรายจัดและพื้นที่ดินด้านล่างมีสภาพแข็งเป็น ดาน ไม้ยูคาลิปตัสก็สามารถเจริญเติบโตได้ เมื่อลำต้นขนาดเหมาะสม ก็สามารถตัดนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ แล้วทำการปลูกกล้าไม้ชนิดต่างๆ ทดแทน เมื่อมีหน้าดินใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการในพื้นที่บ้านหนองข้าวนกแล้ว

๒. การสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้จัดหาแหล่งน้ำ เพื่อสร้างและกระจายความชุ่มชื้นในพื้นที่ให้มากขึ้น โดยศูนย์การพัฒนาห้วยทรายฯ ได้ดำเนินการตามพระราชดำริ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ดังนี้

     ๒.๑ การการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น หรือฝายแม้ว หรือที่ เรียกกันทั่วไปว่า Check Dam คือ การนำวัสดุตามธรรมชาติหรือที่มีอยู่ในพื้นที่ มาใช้ปิดกั้นทางน้ำ ร่องเขา และพื้นที่ที่มีความลาดชันซึ่งอยู่ตอนบนของภูเขา เพื่อช่วยชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลงและช่วยดักตะกอนไม่ให้ไหลลงสู่พื้นที่ตอน ล่าง ในระยะเวลาหนึ่งเศษซากกิ่งไม้ใบไม้และตะกอนดิน จะช่วยอุดตามช่องและร่องของวัสดุที่ใช้ทำฝายชะลอความชุ่มชื้นในบริเวณร่อง เขา หรือร่องน้ำ ให้น้ำมีโอกาสซึมลงสู่ใต้ดิน เป็นการเพิ่มและรักษาระดับน้ำใต้ดินไว้ให้พืชสามารถดูดซับความชุ่มชื้นไว้ ได้

     ๒.๒ การสร้างคันดินกั้นน้ำ (Terracing) คือ การสร้างคันดินปิดกั้นร่องน้ำไว้ตามช่องเขา และขวางทางลาดเอียงของพื้นที่ บางส่วนอาจขุดให้เป็นแอ่งขยายให้กว้าง ใช้ในการเก็บกักน้ำไว้ในพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้ในบริเวณนั้นและน้ำบางส่วนจะซึม ลงสู่ใต้ติดช่วยรักษาระดับน้ำใต้ดิน แล้วทำการปลูกป่าเสริมรอบๆ บริเวณแอ่งน้ำหรือเหนือคันดินกั้นน้ำ เพื่อสร้างป่าขึ้นมาใหม่

     ๒.๓ การสร้างคันดินเบนน้ำ (Diversion) คือ การขุดร่องน้ำต่อขยายจากคันดินกั้นน้ำให้กระจายไปตามระดับทั้งสองด้าน โดยใช้ขอบของคันดินกั้นน้ำหรือขอบของถนนขวางทางน้ำ เมื่อฝนตกและมีปริมาณน้ำมากเกินความจุของอ่างเก็บน้ำ น้ำจะไหลไปตามขอบคันดินที่ขุดเป็นร่องไว้ เพื่อกระจายน้ำไปทางด้านข้างหรือปีกทั้งสองข้าง และเมื่อปริมาณน้ำเกินระดับเก็บกักจะมีท่อลอด ผันน้ำไปยังแนวคันดินด้านล่างที่เป็นแนวถัดไป สามารถควบคุมน้ำให้กระจายไปในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งได้ดำเนินการในส่วนของพื้นที่ราบเชิงเขาหรือค่อนข้างราบ

     จากการดำเนินการทั้งคันดินกั้นน้ำและคันดินเบนน้ำนั้น สามารถเป็นแนวกันไฟป่าและสามารถสัญจรได้อีกด้วย หลังจากนั้นทำการปลูกป่า ปลูกหญ้าแฝกตามแนวของคันดินกั้นน้ำและคันดินเบนน้ำควบคู่กันไป เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่และเป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำ

๓. การพัฒนาแหล่งน้ำ เนื่องจากพื้นที่เดิมมีความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้จัดหาแหล่งน้ำสนับสนุนการปลูก ป่าและการเพาะปลูกพืช โดยให้กรมชลประทานร่วมกับกรมแผนที่ทหาร พิจารณาจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม

โครงการชลประทานเพชรบุรี จึงได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริ ในเรื่องการจัดหาแหล่งน้ำและจัดทำระบบเครือข่ายอ่างเก็บน้ำ (อ่างพวง) มีการสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่จำนวน ๔ อ่าง คือ อ่างเก็บน้ำห้วยตะแปด อ่างเก็บน้ำเขากระปุก อ่างเก็บน้ำห้วยทราย และอ่างเก็บน้ำหนองไทร ซึ่งในแต่ละอ่างมีขนาดความจุ และระดับความสูงของพื้นที่แตกต่างกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนภารกิจภายในศูนย์ฯ เช่น การฟื้นฟูสภาพดิน งานปลูกป่า และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในการประกอบอาชีพ

การทำงานของระบบเครือข่ายอ่างเก็บน้ำ (อ่างพวง) มีหลักการอยู่ว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ตอนบนสามารถปล่อยน้ำลงมาเติมอ่างเก็บน้ำที่มี ขนาดเล็กที่อยู่ตอนล่างได้ โดยการเชื่อมท่อส่งน้ำในแต่ละอ่างเก็บน้ำเข้าหากัน

ปัจจุบันการดำเนินงานได้มีความก้าวหน้า โดยการทดลองนำเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ โดยนำเอาข้อมูลพื้นฐานของแต่ละอ่างเก็บน้ำเข้าระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการคำนวณปริมาณน้ำในอ่าง การควบคุมการจ่ายน้ำ ตลอดจนแสดงสถานภาพของน้ำคงเหลือในอ่างเก็บน้ำ ซึ่งสามารถทำให้วิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

๔. การฟื้นฟูสภาพป่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับการปลูกป่าไว้ดังนี้

     ๔.๑ ปลูกป่า ๓ อย่างเพื่อประโยชน์ ๔ อย่าง

     ไม้อย่างที่ ๑ คือ การปลูกไม้ใช้สอยและเศรษฐกิจ เช่น ไม้สัก ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้มะค่า เป็นต้น ประโยชน์คือ สามารถนำไปใช้สอย ปลูกสร้างบ้านเรือน

     ไม้อย่างที่ ๒ คือ ไม้ฟืน ประโยชน์คือ นำมาทำเชื้อเพลิงใช้ประโยชน์ในครัวเรือน

     ไม้อย่างที่ ๓ คือ ไม้ผล เช่น ขนุน มะขาม มะม่วง เป็นต้น ประโยชน์คือ เพื่อให้ประชาชนนำมาเป็นอาหารสำหรับบริโภคในครัวเรือน และเพิ่มรายได้ในอนาคต

     ประโยชน์อย่างที่ ๔ คือ การอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่

     ๔.๒ ระบบภูเขาป่า

เป็นการปลูกป่าจากด้านบนลงสู่ด้านล่าง โดยทำการสูบน้ำขึ้นไปพักในบ่อพักน้ำบนภูเขา และทำระบบกระจายน้ำไปตามพื้นที่โดยรอบถังพักน้ำ แล้วปลูกต้นไม้บริเวณรอบๆ พื้นที่ทำให้มีอัตราการรอดตายค่อนข้างสูง และเป็นการปลูกป่าแบบไม่ต้องปลูก เนื่องจากเมื่อไม้ที่ได้ทำการปลูกเกิดผลิดอกออกผล เมล็ดที่แก่จะร่วงลงสู่ด้านล่าง และบางชนิดก็เป็นอาหารของสัตว์ป่า เมื่อสัตว์ป่าถ่ายมูลไว้ในพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้น และในสภาพที่เหมาะสม เมล็ดพันธุ์ไม้ก็สามารถเติบโตเป็นต้นใหม่ได้ หรือในกรณีที่กันพื้นที่ไว้ไม่ให้คนเข้าไปบุกรุก ปล่อยพื้นที่ไว้ตามธรรมชาติระยะหนึ่ง ไม้ชนิดต่างๆ ก็สามารถแตกหน่อเป็นต้นใหม่ เป็นการคืนสภาพป่าตามธรรมชาติโดยไม่ต้องปลูก

     ๔.๓ ระบบป่าเปียก

เป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าได้โดยใช้ความชุ่มชื้นช่วยให้ป่าเขียวขจีอยู่ ตลอดเวลา จึงทำให้เกิดไฟป่าได้ยาก ซึ่งน้ำบางส่วนที่ไหลล้นจากระบบภูเขาป่า จะไหลลงมาสู่แนวฝายชะลอความชุ่มชื้น (Check Dam) สร้างความชุ่มชื้นให้ทั่วพื้นที่ เป็นการเพื่อสนับสนุนการปลูกป่า การกระจายน้ำจากฝายชะลอความชุ่มชื้นโดยใช้ท่อไม้ไผ่เจาะรูต่อขยายไปทางด้าน ข้างให้น้ำกระจายครอบคลุมพื้นที่ ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นท่อยาง หรือท่อ PVC เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ เป็นแนวควบคุมไฟป่า และทำการปลูกป่าเสริมในพื้นที่บริเวณนั้นได้อีกด้วย

     ๔.๔ การฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนและระบบนิเวศชายเลน

เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ไหลจากพื้นที่ตอนบนของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วย ทรายฯ จะไหลเข้าสู่ฝายชะลอความชุ่มชื้น (Check Dam) คันดินกั้นน้ำ และคันดินเบนน้ำ น้ำส่วนที่เหลือจะไหลลงสู่แหล่งน้ำตอนล่างก่อนไหลลงสู่ทะเล ซึ่งเชื่อมต่อกับคลองบางกราใหญ่และบางกราน้อย โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าชายเลนและป่าชายหาด ทำให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศมากขึ้น เมื่อมีสภาพป่าไม้ที่สมบูรณ์ก็จะเป็นเป็นแหล่งอนุบาลของสัตว์น้ำ เมื่อเจริญเติบโตก็จะออกสู่ทะเลเป็นแหล่งอาหารของประชาชนต่อไป

๕. การพัฒนาคุณภาพชีวิต ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ได้สนองพระราชดำริในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังนี้

     ๕.๑ ด้านการส่งเสริมอาชีพ ได้ส่งเสริมให้ราษฎรมีความรู้ทาง ด้านเกษตรกรรม โดยทำการฝึกอบรม สาธิต และทดลองให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อสร้างความเข้าใจและปลูกจิตสำนึกในการประกอบอาชีพอย่างถูกวิธี เช่น การทำการเกษตรโดยใช้ทฤษฎีใหม่ เกษตรแบบผสมผสาน การทำประมง ตลอดจนการลดต้นทุนการผลิตด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ และให้สามารถทำการเกษตรควบคู่ไปกับการปลูกป่า นอกจากนี้ยังส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ เพื่อผลิตสินค้าเสริมรายได้ในครอบครัว เช่น กลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร กลุ่มทำผ้าบาติก เป็นต้น

     ๕.๒ ด้านสุขภาพอนามัย ดูแลรักษาและส่งเสริมด้านสุขภาพอนามัย โดยมีสถานีกาชาด อำเภอหัวหิน และสาธารณสุขอำเภอเป็นผู้ดำเนินการ โดยจัดให้มีตรวจสุขภาพอนามัยเบื้องต้น การวางแผนครอบครัว ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพ

     ๕.๓ ด้านการศึกษา จัดส่งเจ้าหน้าที่ให้ความรู้ในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านวิชาการและการประกอบอาชีพ ให้กับโรงเรียนในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ปัจจุบันมีโรงเรียนอยู่ในความรับผิดชอบจำนวน ๑๐ โรงเรียน และกับ ๑ ศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน

ผลการดำเนินงาน

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ มีผลการดำเนินงานประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ มีดังนี้

๑. การอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย

- การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช การเพาะชำกล้าไม้ การปลูกพันธุ์ไม้เสริมในแปลงยูคาลิปตัส

- การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่า

- การฟื้นฟูและอนุรักษ์และป่าไม้เศรษฐกิจ

- การพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูระบบนิเวศด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ ได้แก่ การใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ

- การฟื้นฟูระบบนิเวศในไร่นา

๒. การศึกษาและพัฒนา ประกอบด้วย

- การสำรวจทรัพยากรป่าไม้

- การศึกษาและพัฒนาพันธุ์กบ

- การศึกษานิเวศวิทยาป่าไม้

- การศึกษาทดลองการใช้พลังงานธรรมชาติ

- การศึกษาค้นคว้าทดลองการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกในการพัฒนาดินที่แข็งเป็นดานเพื่อการปลูกพืช

- การศึกษาการปลูกไม้ดั้งเดิม/ไม้เศรษฐกิจแซมสวนป่า

- การศึกษาทดลองด้านพืช เพื่อส่งเสริมอาชีพ

- การศึกษาทดลองวิจัยการปลูกมะกอกน้ำมันโครเอเชีย

- การศึกษาการเพิ่มผลผลิตในแปลงมะม่วงหิมพานต์

๓. การขยายผลและถ่ายทอดเทคโนโลยี ประกอบด้วย

- การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพันธุ์สัตว์สู่เกษตรกร

- การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์กบ

- การเพาะและขยายพันธุ์สัตว์น้ำ

- การปลูกสาธิตและขยายพันธุ์ไม้ผลพันธุ์ดี

- การถ่ายทอดและขยายผลเทคโนโลยีการเกษตร

- การถ่ายทอดข้อมูลดินและการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก

๔. การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ประกอบด้วย

- การส่งเสริมการเลี้ยงโคนม แพะ สัตว์ปีก

- การส่งเสริมอุตสาหกรรมในครัวเรือน

- การฝึกอบรมการทำบัญชีครัวเรือน

- การเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน

- การป้องกันและควบคุมไข้เลือดออก

๕. การบริหารโครงการ ประกอบด้วย

- การรักษาความปลอดภัย

- การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

- การสนับสนุนคณะศึกษาดูงาน

- การถ่ายทำสารคดี

- การจัดประชุม

- การจัดการอบรม

- กิจกรรมปลูกป่า และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ

- การประชาสัมพันธ์ และการจัดทำเอกสารเผยแพร่

ที่ตั้งโครงการ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เลขที่ ๗๗ หมู่ ๗ ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ๗๖๑๒๐

โทรศัพท์ : ๐-๓๒๕๙-๓๒๕๒-๕

โทรสาร : ๐-๓๒๕๙-๓๒๕๒

เว็บไซต์ : http://www.huaysaicenter.org

 

 

http://www.kingofthailand.net/msnking/Preview.aspx?ProjectID=21

untitled

posted on 29 Nov 2009 19:17 by venus-jaejung

ความเป็นมา

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประกาศให้เป็น พื้นที่หลวง เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๔๖๗ และห้ามมิให้ทำอันตรายสัตว์ในพื้นที่จึงทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ป่า ขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะเนื้อทรายที่มีจำนวนมากจึงเรียกพื้นที่แห่งนี้ว่า “ห้วยทราย”

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต ทำให้ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดมาประทับแรม อีกทั้งมีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น ราษฎรเข้ามาบุกรุกพื้นที่แผ้วถางป่าเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยเฉพาะการทำ ไร่สับปะรด มีการใช้สารเคมีกันมากขึ้น โดยขาดการบำรุงรักษาดิน ทำให้สภาพดินเสื่อมโทรม ดินกลายเป็นดินทรายขาดความอุดมสมบูรณ์ เกิดความแห้งแล้งฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อฝนตกหนักทำให้ดินมีการชะล้างพังทลายและถูกกัดเซาะเป็นร่องลึก ทำให้ราษฎรในพื้นที่เกิดปัญหาและความเดือดร้อนในการทำการเกษตร

จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในเขตพื้นที่ดัง กล่าว และได้ทอดพระเนตรสภาพปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาพื้นที่ส่วนหนึ่งในเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาขึ้น และทรงพระราชทานนามว่า “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ”

พระราชดำริ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎร ทรงเข้าพระราชหฤทัยถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ทรงมีรับสั่งว่า หากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด จากสภาพปัญหาดินเป็นดินทราย พื้นที่มีความลาดเท ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ จำเป็นต้องมีมาตรการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรดิน

เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริแก่บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ทำการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ อันหมายถึงพื้นที่ในเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับคืนโดยเร็ว โดยเฉพาะการปลูกป่า รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่และสนับสนุนกิจกรรมการพัฒนาการเกษตร โดยจัดราษฎรให้เข้ามีส่วนร่วมในบางกิจกรรม และพัฒนาองค์กรของประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้เพื่อการพัฒนาชุมชนของตนต่อ ไป โดยให้จัดตั้งในลักษณะของศูนย์ศึกษาการพัฒนา และที่ได้มีพระราชวินิจฉัยคัดเลือกพื้นที่นี้เนื่องด้วยเป็นพื้นที่หลวงที่ อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จึงได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรมในภาคตะวันตก โดยได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๒๖ เป็นต้นมา

วัตถุประสงค์

จากพระราชดำริ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๖ ได้มีพระราชดำรัสให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ขึ้นนั้นทรงมีวัตถุประสงค์เพื่อ “ ให้เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาป่าไม้เอนกประสงค์ มุ่งหมายศึกษารูปแบบ การพัฒนาเกษตรกรรมควบคู่ไปกับการปลูกป่า เพื่อฟื้นฟูสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อใช้ในการเกษตรและปลูกป่า จัดสรรที่ทำกินให้กับราษฎร ที่ได้เข้ามาบุกรุกทำกินอยู่แต่เดิมให้ได้เข้าอยู่อาศัยและให้ความรู้กับ ราษฎร ให้ทำการเกษตรอย่างถูกวิธี รวมทั้งให้มีส่วนร่วมในการปลูกป่า ดูแลรักษาป่า ตลอดจนให้ได้รับประโยชน์จากผลผลิตของป่า เพื่อที่ราษฎรจะได้ไม่บุกรุกทำลายป่าอีกต่อไป ”

๑. เพื่อเป็นการฟื้นฟู ปรับปรุง และรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดความชุ่มชื้นในพื้นที่โครงการ และบริเวณใกล้เคียง

๒. เพื่อศึกษาแนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรดินที่เสื่อมโทรม เพื่อเพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจ

๓. เพื่อเป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำด้วยวิธีการและรูปแบบต่างๆ

๔. เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรในการศึกษา ทดลอง วิจัย ฝึกอบรม ให้แก่ประชาชนทั่วไป

๕. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ และส่งเสริมด้านการตลาดให้แก่ราษฎรใน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ และพื้นที่ใกล้เคียง

๖. เพื่อเผยแพร่วิธีการใช้ประโยชน์หญ้าแฝกในรูปแบบต่างๆ

พื้นที่ดำเนินการ

ศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยทรายฯ ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายสำคัญในการศึกษาและพัฒนา และศูนย์สาขา ดังนี้

๑. พื้นที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตามประกาศพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จำนวน ๒๒,๖๐๐ ไร่

๒. พื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำของระบบนิเวศ ได้แก่ พื้นที่บริเวณเขาสามพระยา พื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยตะแปด และบริเวณเขาหุบสบู่-หนองก้าง จำนวน ๑๙,๗๐๐ ไร่

๓. พื้นที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จำนวน ๓๔๐ ไร่

๔. หมู่บ้านเป้าหมายในการศึกษา พัฒนา ขยายผลและถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเป็นหมู่บ้านภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จำนวน ๒ หมู่บ้าน และเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณรอบศูนย์ฯ จำนวน ๑๖ หมู่บ้าน

๕. ศูนย์สาขา โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม จังหวัดราชบุรี

หน่วยงานรับผิดชอบ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ มีหน่วยงานรัฐและเอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการสนองพระราชดำริ ดังนี้ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ทำหน้าที่ในการประสานงาน อำนวยการ และสนับสนุน ให้กับหน่วยงานอื่นๆ ที่ร่วมดำเนินงาน ๒๕ หน่วยงาน ดังนี้

๑. สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต ๑๐ จังหวัดราชบุรี

๒. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

๓. สำนักบริหารพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่

๓ สาขาเพชรบุรี

๔. สำนักงานส่งเสริมการเกษตรจังหวัดเพชรบุรี

๕. สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี

๖. สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี

๗. ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบุรี

๘. สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี

๙. สำนักงานสาธารณสุขอำเภอชะอำ

๑๐. สถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ

๑๑. ศูนย์วิจัยพืชสวนเพชรบุรี

๑๒. ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ ๘

๑๓. สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เพชรบุรี

๑๔. ศูนย์ทดลองวิชาการพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานจังหวัดราชบุรี

๑๕. สำนักงานจังหวัดเพชรบุรี

๑๖. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (งานวิจัยและขยายพันธุ์กบ)

๑๗. สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอชะอำ

๑๘. โครงการชลประทานเพชรบุรี

๑๙. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี เขต ๒

๒๐. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี

๒๑. มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท

๒๒. ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเพชรบุรี (ศูนย์จักรกลการเกษตร)

๒๓. มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี

๒๔. สำนักงานการท่องเที่ยวภาคกลาง เขต ๒

๒๕. องค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง ๔ ตำบลรอบศูนย์ฯ

การดำเนินงาน

แนวทางการดำเนินงาน

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ มีแนวทางในการดำเนินงานในการพัฒนาพื้นที่ใน ๓ ขอบเขตใหญ่ๆ ดังนี้

๑. การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

๒. การพัฒนาแหล่งน้ำ

๓. การพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร

กิจกรรมในการดำเนินงาน

ในการดำเนินงานให้เป็นไปตามแนวทางการดำเนินงานที่กำหนดไว้นั้น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ มีกิจกรรมในการดำเนินการต่างๆ ดังนี้

๑. การฟื้นฟูสภาพดิน เนื่องจากดินในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนา ห้วยทรายฯ มีสภาพเป็นดินทรายขาดธาตุอาหาร ดินแข็งเป็นดาน พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ดังนั้นการฟื้นฟูสภาพดินจึงได้ใช้วิธีการ ๔ วิธี ดังนี้

     ๑.๑ การฟื้นฟูสภาพดินโดยใช้ปุ๋ยชนิดต่างๆ โดยการใช้ปุ๋ยพืช สด การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ หรือสารสกัดจากเศษวัสดุเหลือใช้ ตลอดจนพืชผักและผลไม้ชนิดต่างๆ นำมาใช้ในการปรับปรุงดิน จากผลการดำเนินงานสามารถปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพดินให้มีคุณภาพได้ และมีความเหมาะสมกับพื้นที่ที่เป็นดินทรายที่ใช้ในการประกอบอาชีพทางการ เกษตร

     ๑.๒ การใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก เนื่องจากสภาพพื้นที่ของศูนย์ ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ มีความลาดเอียงจากตะวันตกไปตะวันออกซึ่งติดกับทะเล เมื่อเวลาฝนตกทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดินและน้ำไหลลงสู่ทะเลอย่าง รวดเร็ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้ทำการปลูกหญ้าแฝก เพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ โดยร่วมมือกับกรมป่าไม้และกรมพัฒนาที่ดิน

     ได้ดำเนินการปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ลาดชัน โดยปลูกขวางแนวระดับให้กอชิดติดกัน เพื่อช่วยลดความเร็วของกระแสน้ำ ดักและเก็บตะกอนที่เกิดจากการชะล้างของหน้าดิน ในพื้นที่ราบใช้หญ้าแฝกช่วยในการรักษาความชุ่มชื้นและปรับปรุงโครงสร้างของ ดิน ส่วนในพื้นที่ป่าใช้เป็นแนวกันไฟป่า ในบริเวณแหล่งน้ำรากของหญ้าแฝกยังเป็นกำแพงป้องกันดินตามธรรมชาติช่วยเกาะ ยึดดินไว้และยังช่วยดูดซับสารเคมีอีกด้วย

     ๑.๓ การฟื้นฟูสภาพในดินที่แข็งเป็นดาน งานศึกษาพัฒนาป่าไม้ได้ทำการขุดเจาะให้เป็นหลุมหรือบ่อ ในระยะแรกได้นำดินที่มีธาตุอาหารพืชมาใส่ แล้วนำหญ้าแฝกมาปลูกให้น้ำเพื่อสร้างความชุ่มชื้น รากของหญ้าแฝกมีความแข็งแรงสามารถทนต่อสภาพอากาศแห้งแล้งได้ดีและยังสามารถ ชอนไชในแนวดิ่ง จึงช่วยปรับปรุงให้โครงสร้างของดินที่แข็งเป็นดินดานเกิดการแตกตัว รากของหญ้าแฝกที่ตายทำให้เกิดช่องว่าง น้ำและอากาศสามารถหมุนเวียนลงสู่ใต้ดินได้ ทำให้เกิดความชุ่มชื้นเกิดขบวนการย่อยสลาย สามารถนำพันธุ์ไม้ที่ทนต่อสภาพความแห้งแล้ง เช่น ไม้ดั้งเดิมที่เคยมีในพื้นที่มาปลูกเสริม ระบบรากของพืชที่นำมาปลูกก็จะสามารถตามรากของหญ้าแฝกลงไปได้ ส่วนใบของหญ้าแฝกที่แก่ก็สามารถตัดและนำมาคลุมผิวดินตามโคนต้นไม้หรือหน้า ดิน ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำ เกิดกระบวนการย่อยสลายได้เร็ว เป็นการหมุนเวียนธาตุอาหารของพืชได้ต่อไป

     ๑.๔ การฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมโดยใช้ไม้ยูคาลิปตัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริตอนหนึ่งว่า “สำหรับต้นยูคาลิปตัสถ้าดินพอปลูกไม้ชนิดอื่นได้ ก็ไม่ควรปลูกยูคาลิปตัส ถ้าดินเลวมากก็ปลูกยูคาลิปตัสได้” (๓ มิถุนายน ๒๕๒๙)

     วิธีการนี้เปรียบเสมือน การใช้อธรรมปราบอธรรม เนื่องจากไม้ยูคาลิปตัสเป็นพืชที่ทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี ระบบรากมีความแข็งแรงและสามารถหาอาหารได้ เมื่อนำมาปลูกในสภาพดินที่เป็นทรายจัดและพื้นที่ดินด้านล่างมีสภาพแข็งเป็น ดาน ไม้ยูคาลิปตัสก็สามารถเจริญเติบโตได้ เมื่อลำต้นขนาดเหมาะสม ก็สามารถตัดนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ แล้วทำการปลูกกล้าไม้ชนิดต่างๆ ทดแทน เมื่อมีหน้าดินใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการในพื้นที่บ้านหนองข้าวนกแล้ว

๒. การสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้จัดหาแหล่งน้ำ เพื่อสร้างและกระจายความชุ่มชื้นในพื้นที่ให้มากขึ้น โดยศูนย์การพัฒนาห้วยทรายฯ ได้ดำเนินการตามพระราชดำริ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ดังนี้

     ๒.๑ การการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น หรือฝายแม้ว หรือที่ เรียกกันทั่วไปว่า Check Dam คือ การนำวัสดุตามธรรมชาติหรือที่มีอยู่ในพื้นที่ มาใช้ปิดกั้นทางน้ำ ร่องเขา และพื้นที่ที่มีความลาดชันซึ่งอยู่ตอนบนของภูเขา เพื่อช่วยชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลงและช่วยดักตะกอนไม่ให้ไหลลงสู่พื้นที่ตอน ล่าง ในระยะเวลาหนึ่งเศษซากกิ่งไม้ใบไม้และตะกอนดิน จะช่วยอุดตามช่องและร่องของวัสดุที่ใช้ทำฝายชะลอความชุ่มชื้นในบริเวณร่อง เขา หรือร่องน้ำ ให้น้ำมีโอกาสซึมลงสู่ใต้ดิน เป็นการเพิ่มและรักษาระดับน้ำใต้ดินไว้ให้พืชสามารถดูดซับความชุ่มชื้นไว้ ได้

     ๒.๒ การสร้างคันดินกั้นน้ำ (Terracing) คือ การสร้างคันดินปิดกั้นร่องน้ำไว้ตามช่องเขา และขวางทางลาดเอียงของพื้นที่ บางส่วนอาจขุดให้เป็นแอ่งขยายให้กว้าง ใช้ในการเก็บกักน้ำไว้ในพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้ในบริเวณนั้นและน้ำบางส่วนจะซึม ลงสู่ใต้ติดช่วยรักษาระดับน้ำใต้ดิน แล้วทำการปลูกป่าเสริมรอบๆ บริเวณแอ่งน้ำหรือเหนือคันดินกั้นน้ำ เพื่อสร้างป่าขึ้นมาใหม่

     ๒.๓ การสร้างคันดินเบนน้ำ (Diversion) คือ การขุดร่องน้ำต่อขยายจากคันดินกั้นน้ำให้กระจายไปตามระดับทั้งสองด้าน โดยใช้ขอบของคันดินกั้นน้ำหรือขอบของถนนขวางทางน้ำ เมื่อฝนตกและมีปริมาณน้ำมากเกินความจุของอ่างเก็บน้ำ น้ำจะไหลไปตามขอบคันดินที่ขุดเป็นร่องไว้ เพื่อกระจายน้ำไปทางด้านข้างหรือปีกทั้งสองข้าง และเมื่อปริมาณน้ำเกินระดับเก็บกักจะมีท่อลอด ผันน้ำไปยังแนวคันดินด้านล่างที่เป็นแนวถัดไป สามารถควบคุมน้ำให้กระจายไปในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งได้ดำเนินการในส่วนของพื้นที่ราบเชิงเขาหรือค่อนข้างราบ

     จากการดำเนินการทั้งคันดินกั้นน้ำและคันดินเบนน้ำนั้น สามารถเป็นแนวกันไฟป่าและสามารถสัญจรได้อีกด้วย หลังจากนั้นทำการปลูกป่า ปลูกหญ้าแฝกตามแนวของคันดินกั้นน้ำและคันดินเบนน้ำควบคู่กันไป เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่และเป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำ

๓. การพัฒนาแหล่งน้ำ เนื่องจากพื้นที่เดิมมีความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้จัดหาแหล่งน้ำสนับสนุนการปลูก ป่าและการเพาะปลูกพืช โดยให้กรมชลประทานร่วมกับกรมแผนที่ทหาร พิจารณาจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม

โครงการชลประทานเพชรบุรี จึงได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริ ในเรื่องการจัดหาแหล่งน้ำและจัดทำระบบเครือข่ายอ่างเก็บน้ำ (อ่างพวง) มีการสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่จำนวน ๔ อ่าง คือ อ่างเก็บน้ำห้วยตะแปด อ่างเก็บน้ำเขากระปุก อ่างเก็บน้ำห้วยทราย และอ่างเก็บน้ำหนองไทร ซึ่งในแต่ละอ่างมีขนาดความจุ และระดับความสูงของพื้นที่แตกต่างกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนภารกิจภายในศูนย์ฯ เช่น การฟื้นฟูสภาพดิน งานปลูกป่า และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในการประกอบอาชีพ

การทำงานของระบบเครือข่ายอ่างเก็บน้ำ (อ่างพวง) มีหลักการอยู่ว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ตอนบนสามารถปล่อยน้ำลงมาเติมอ่างเก็บน้ำที่มี ขนาดเล็กที่อยู่ตอนล่างได้ โดยการเชื่อมท่อส่งน้ำในแต่ละอ่างเก็บน้ำเข้าหากัน

ปัจจุบันการดำเนินงานได้มีความก้าวหน้า โดยการทดลองนำเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ โดยนำเอาข้อมูลพื้นฐานของแต่ละอ่างเก็บน้ำเข้าระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการคำนวณปริมาณน้ำในอ่าง การควบคุมการจ่ายน้ำ ตลอดจนแสดงสถานภาพของน้ำคงเหลือในอ่างเก็บน้ำ ซึ่งสามารถทำให้วิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

๔. การฟื้นฟูสภาพป่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับการปลูกป่าไว้ดังนี้

     ๔.๑ ปลูกป่า ๓ อย่างเพื่อประโยชน์ ๔ อย่าง

     ไม้อย่างที่ ๑ คือ การปลูกไม้ใช้สอยและเศรษฐกิจ เช่น ไม้สัก ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้มะค่า เป็นต้น ประโยชน์คือ สามารถนำไปใช้สอย ปลูกสร้างบ้านเรือน

     ไม้อย่างที่ ๒ คือ ไม้ฟืน ประโยชน์คือ นำมาทำเชื้อเพลิงใช้ประโยชน์ในครัวเรือน

     ไม้อย่างที่ ๓ คือ ไม้ผล เช่น ขนุน มะขาม มะม่วง เป็นต้น ประโยชน์คือ เพื่อให้ประชาชนนำมาเป็นอาหารสำหรับบริโภคในครัวเรือน และเพิ่มรายได้ในอนาคต

     ประโยชน์อย่างที่ ๔ คือ การอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่

     ๔.๒ ระบบภูเขาป่า

เป็นการปลูกป่าจากด้านบนลงสู่ด้านล่าง โดยทำการสูบน้ำขึ้นไปพักในบ่อพักน้ำบนภูเขา และทำระบบกระจายน้ำไปตามพื้นที่โดยรอบถังพักน้ำ แล้วปลูกต้นไม้บริเวณรอบๆ พื้นที่ทำให้มีอัตราการรอดตายค่อนข้างสูง และเป็นการปลูกป่าแบบไม่ต้องปลูก เนื่องจากเมื่อไม้ที่ได้ทำการปลูกเกิดผลิดอกออกผล เมล็ดที่แก่จะร่วงลงสู่ด้านล่าง และบางชนิดก็เป็นอาหารของสัตว์ป่า เมื่อสัตว์ป่าถ่ายมูลไว้ในพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้น และในสภาพที่เหมาะสม เมล็ดพันธุ์ไม้ก็สามารถเติบโตเป็นต้นใหม่ได้ หรือในกรณีที่กันพื้นที่ไว้ไม่ให้คนเข้าไปบุกรุก ปล่อยพื้นที่ไว้ตามธรรมชาติระยะหนึ่ง ไม้ชนิดต่างๆ ก็สามารถแตกหน่อเป็นต้นใหม่ เป็นการคืนสภาพป่าตามธรรมชาติโดยไม่ต้องปลูก

     ๔.๓ ระบบป่าเปียก

เป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าได้โดยใช้ความชุ่มชื้นช่วยให้ป่าเขียวขจีอยู่ ตลอดเวลา จึงทำให้เกิดไฟป่าได้ยาก ซึ่งน้ำบางส่วนที่ไหลล้นจากระบบภูเขาป่า จะไหลลงมาสู่แนวฝายชะลอความชุ่มชื้น (Check Dam) สร้างความชุ่มชื้นให้ทั่วพื้นที่ เป็นการเพื่อสนับสนุนการปลูกป่า การกระจายน้ำจากฝายชะลอความชุ่มชื้นโดยใช้ท่อไม้ไผ่เจาะรูต่อขยายไปทางด้าน ข้างให้น้ำกระจายครอบคลุมพื้นที่ ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นท่อยาง หรือท่อ PVC เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ เป็นแนวควบคุมไฟป่า และทำการปลูกป่าเสริมในพื้นที่บริเวณนั้นได้อีกด้วย

     ๔.๔ การฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนและระบบนิเวศชายเลน

เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ไหลจากพื้นที่ตอนบนของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วย ทรายฯ จะไหลเข้าสู่ฝายชะลอความชุ่มชื้น (Check Dam) คันดินกั้นน้ำ และคันดินเบนน้ำ น้ำส่วนที่เหลือจะไหลลงสู่แหล่งน้ำตอนล่างก่อนไหลลงสู่ทะเล ซึ่งเชื่อมต่อกับคลองบางกราใหญ่และบางกราน้อย โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าชายเลนและป่าชายหาด ทำให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศมากขึ้น เมื่อมีสภาพป่าไม้ที่สมบูรณ์ก็จะเป็นเป็นแหล่งอนุบาลของสัตว์น้ำ เมื่อเจริญเติบโตก็จะออกสู่ทะเลเป็นแหล่งอาหารของประชาชนต่อไป

๕. การพัฒนาคุณภาพชีวิต ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ได้สนองพระราชดำริในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังนี้

     ๕.๑ ด้านการส่งเสริมอาชีพ ได้ส่งเสริมให้ราษฎรมีความรู้ทาง ด้านเกษตรกรรม โดยทำการฝึกอบรม สาธิต และทดลองให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อสร้างความเข้าใจและปลูกจิตสำนึกในการประกอบอาชีพอย่างถูกวิธี เช่น การทำการเกษตรโดยใช้ทฤษฎีใหม่ เกษตรแบบผสมผสาน การทำประมง ตลอดจนการลดต้นทุนการผลิตด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ และให้สามารถทำการเกษตรควบคู่ไปกับการปลูกป่า นอกจากนี้ยังส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ เพื่อผลิตสินค้าเสริมรายได้ในครอบครัว เช่น กลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร กลุ่มทำผ้าบาติก เป็นต้น

     ๕.๒ ด้านสุขภาพอนามัย ดูแลรักษาและส่งเสริมด้านสุขภาพอนามัย โดยมีสถานีกาชาด อำเภอหัวหิน และสาธารณสุขอำเภอเป็นผู้ดำเนินการ โดยจัดให้มีตรวจสุขภาพอนามัยเบื้องต้น การวางแผนครอบครัว ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพ

     ๕.๓ ด้านการศึกษา จัดส่งเจ้าหน้าที่ให้ความรู้ในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านวิชาการและการประกอบอาชีพ ให้กับโรงเรียนในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ปัจจุบันมีโรงเรียนอยู่ในความรับผิดชอบจำนวน ๑๐ โรงเรียน และกับ ๑ ศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน

ผลการดำเนินงาน

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ มีผลการดำเนินงานประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ มีดังนี้

๑. การอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย

- การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช การเพาะชำกล้าไม้ การปลูกพันธุ์ไม้เสริมในแปลงยูคาลิปตัส

- การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่า

- การฟื้นฟูและอนุรักษ์และป่าไม้เศรษฐกิจ

- การพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูระบบนิเวศด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ ได้แก่ การใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ

- การฟื้นฟูระบบนิเวศในไร่นา

๒. การศึกษาและพัฒนา ประกอบด้วย

- การสำรวจทรัพยากรป่าไม้

- การศึกษาและพัฒนาพันธุ์กบ

- การศึกษานิเวศวิทยาป่าไม้

- การศึกษาทดลองการใช้พลังงานธรรมชาติ

- การศึกษาค้นคว้าทดลองการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกในการพัฒนาดินที่แข็งเป็นดานเพื่อการปลูกพืช

- การศึกษาการปลูกไม้ดั้งเดิม/ไม้เศรษฐกิจแซมสวนป่า

- การศึกษาทดลองด้านพืช เพื่อส่งเสริมอาชีพ

- การศึกษาทดลองวิจัยการปลูกมะกอกน้ำมันโครเอเชีย

- การศึกษาการเพิ่มผลผลิตในแปลงมะม่วงหิมพานต์

๓. การขยายผลและถ่ายทอดเทคโนโลยี ประกอบด้วย

- การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพันธุ์สัตว์สู่เกษตรกร

- การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์กบ

- การเพาะและขยายพันธุ์สัตว์น้ำ

- การปลูกสาธิตและขยายพันธุ์ไม้ผลพันธุ์ดี

- การถ่ายทอดและขยายผลเทคโนโลยีการเกษตร

- การถ่ายทอดข้อมูลดินและการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก

๔. การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ประกอบด้วย

- การส่งเสริมการเลี้ยงโคนม แพะ สัตว์ปีก

- การส่งเสริมอุตสาหกรรมในครัวเรือน

- การฝึกอบรมการทำบัญชีครัวเรือน

- การเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน

- การป้องกันและควบคุมไข้เลือดออก

๕. การบริหารโครงการ ประกอบด้วย

- การรักษาความปลอดภัย

- การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

- การสนับสนุนคณะศึกษาดูงาน

- การถ่ายทำสารคดี

- การจัดประชุม

- การจัดการอบรม

- กิจกรรมปลูกป่า และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ

- การประชาสัมพันธ์ และการจัดทำเอกสารเผยแพร่

ที่ตั้งโครงการ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เลขที่ ๗๗ หมู่ ๗ ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ๗๖๑๒๐

โทรศัพท์ : ๐-๓๒๕๙-๓๒๕๒-๕

โทรสาร : ๐-๓๒๕๙-๓๒๕๒

เว็บไซต์ : http://www.huaysaicenter.org

 

 

http://www.kingofthailand.net/msnking/Preview.aspx?ProjectID=21